วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ตัวอย่างไฟล์ภาพ RAW จากกล้อง Nokia Lumia 1020 ดาวน์โหลดไปดูได้เลย!

WP8 อัพเดทข่าวล่าสุดกับ ป๋าเอก TechXcite อย่างที่สาวก Nokia หลายท่านพอจะทราบกันมาแล้วว่า ทั้งNokia Lumia 1020 รุ่นกล้องเทพ 41 ล้านพิกเซลและ Nokia Lumia 1520 ที่เพิ่งเปิดตัวไปนั้นจะสามารถถ่ายภาพเป็นไฟล์ RAW ในนามสกุล DNG (Digital Negative) ได้เหมือนกับกล้อง DSLR ทั่วไปและสามารถนำภาพเหล่านี้ไปเข้าโปรแกรมตัดต่ออื่นๆเช่น Photoshop ได้ทันที 
ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าคุณภาพไฟล์ RAW จากกล้องหลัง Nokia Lumia 1020 เป็นอย่างไรก็ขอเชิญดาวน์โหลดไฟล์ด้านล่างนี้ไปชมกันได้เลยครับแล้วให้สายตาของพี่ๆน้าๆตากล้องลองพิจารณากันดูว่าคุณภาพเขาดีอย่างที่ร่ำลือกันหรือเปล่าเอ่ย :)

ดาวน์โหลดตัวอย่างไฟล์ภาพ RAW จากกล้องหลัง Nokia Lumia 1020 ได้ที่ลิงค์นี้ 


บทความโดย : ป๋าเอก TechXcite
ที่มา : dpreview, mashable

โพลชี้ 75% ของผู้ซื้อ iPad Air วันแรกมี iPad แล้ว, เปลี่ยนเครื่องเร็วขึ้น!

ipad-air-ipad-2
บริษัท PiperJaffray บริษัททำผลสำรวจชื่อดังในต่างประเทศ รายงานว่าผู้ที่ซื้อ iPad Air ในวันแรกที่วางจำหน่ายในสหรัฐ กว่า 75% ถือครอง iPad อยู่แล้ว เพิ่มสูงขึ้นกว่าตอนที่ iPad mini วางขายวันแรก ที่ทำได้58%
นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจเกี่ยวกับรอบการเปลี่ยนแท็บเล็ต iPad เครื่องใหม่ของผู้ใช้ในสหรัฐ พบว่ารอบการเปลี่ยน หรือ Cycle ของผู้ใช้นั้นลดลงอย่างมาก จากเดิมผู้ใช้ iPad จะซื้อ iPad เครื่องใหม่ประมาณ 30 เดือน แต่ล่าสุดลดลงเหลือ 23 เดือนเท่านั้น นั่นอาจเป็นเพราะ Apple ช่วงหลังออกแท็ดเล็ตรุ่นใหม่ค่อนข้างถี่
ส่วนความจุเฉลี่ยของ iPad Air ที่คนสหรัฐเลือกใช้อยู่ที่ 59.7GB มากกว่า iPad 3 อยู่ประมาณ 20GB
source: macrumors

สรรพากรไทยผุดไอเดียเก็บภาษีซื้อ-ขายแอปฯบนมือถือ, แท็บเล็ต!

IT อัพเดทข่าวล่าสุดกับ ป๋าเอก TechXcite ต่อไปนี้ในอนาคตใครจะดาวน์โหลดแอปฯไม่ว่าจะเป็น iOS หรือAndroid อาจจะต้องเผื่อใจไว้สำหรับภาษีกันเสียแล้ว เมื่อล่าสุดสรรพากรบ้านเราผุดไอเดียที่จะไล่เก็บภาษีจากการซื้อขายแอปฯบนสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตต่างๆซึ่งแน่นอนว่าคนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ก็จะมีทั้งฝั่งผู้พัฒนาแอปฯและผู้ใช้งานทั่วไปที่จะต้องเสียภาษีเช่นกันครับ
โดยนายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากรเปิดเผยว่าในขณะนี้พวกเขากำลังศึกษารูปแบบการจัดเก็บภาษีจากการซื้อ-ขายแอปฯบนสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตทั้งหมดภายหลังจากมองเห็นแนวโน้มว่าตลาดนี้กำลังบูมอย่างเต็มที่ในบ้านเรา
อย่างไรก็ตามกระบวนการจัดเก็บภาษีดังกล่าวยังต้องศึกษารูปแบบกันอีกเยอะเพราะปัญหาหลักอย่างหนึ่งก็คือโดยส่วนใหญ่แล้วทางฝั่งผู้พัฒนาแอปฯนั้นจะไม่ได้อยู่ในไทยเสียเท่าไหร่ ซึ่งประเด็นเรื่องภาษีระหว่างประเทศคงต้องนำเข้าไปที่ประชุมในการประชุมหารือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างอธิบดีสรรพากรของประเทศในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก (SGATAR) ที่มีสมาชิกกว่า 16 ประเทศเสียก่อน
ทั้งนี้ยังมีรายงานจากเว็บไซต์ข่าวสดอีกด้วยว่าตลาดโดยรวมของแอปฯในไทยในปีนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านบาทซึ่งหากมีการเก็บภาษีเกิดขึ้นจริงก็จะมีรายได้เข้ารัฐเหนาะๆปีละไม่น้อยกว่า 1,400 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยในส่วนของประเทศไทยมีผู้ใช้สมาร์ตโฟนรวมกันถึงกว่า 16 ล้านเครื่องและมียอดดาวน์โหลดแอปฯแบบเสียเงินถึง 1 ล้านครั้ง/เดือนเลยทีเดียวครับ

บทความโดย : ป๋าเอก TechXcite
ที่มา : khaosod

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วิธีดาวน์โหลดไฟล์ .apk จาก Play Store ของ Android สุดแสนจะง่ายได้อีก!

Android อัพเดทข่าวล่าสุดกับ ป๋าเอก TechXcite สำหรับสาวก Android หลายๆท่านที่ต้องการดาวน์โหลดไฟล์ .apk ของแอปฯต่างๆบน Google Play Store ออกมาใช้งานภายนอกจะเพื่อจุดประสงค์อะไรก็แล้วแต่ (ยกตัวอย่างเช่นเอาไฟล์ไปแก้ไขให้แหล่มเป็ดขึ้นเพื่อการโกงเงินหรือค่า stat ในเกมส์ต่างๆเป็นต้น) วันนี้อยากจะบอกว่าเรามีนวัตกรรมใหม่ในชื่อว่า APK Downloader มานำเสนอกันซึ่งจะช่วยให้คุณดาวน์โหลดไฟล์เหล่านี้ได้จากคอมพิวเตอร์โดยตรงเลย ส่วนวิธีการใช้งานก็ง่ายแสนง่ายตามขั้นตอนเหล่านี้เลยครับ ;)

วิธีการดาวน์โหลดไฟล์ .apk โดยตรงจาก Play Store ของAndroid

1. เข้าไปที่ลิงค์ apps.evozi.com/apk-downloader

2. จากนั้นเปิดหน้าเว็บไซต์ Play Store (กดลิงค์ได้เลย) บนคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาแอปฯที่ต้องการดาวน์โหลดไฟล์ .apk

* หมายเหตุ - โปรแกรมนี้ใช้ได้กับแอปฯฟรีเท่านั้นส่วนใครจะใช้กับแอปฯเสียเงินก็เสียใจด้วยนะจ๊ะ :P

3. เมื่อหาพบแล้วให้ก็อปปี้ URL ของแอปฯดังกล่าวไปใส่ในช่อง Package name or Google Play URL ของโปรแกรม APK Downloader

4. กด Generate Download Link แล้วรอสักครู่ เมื่อเสร็จแล้วก็กดที่ปุ่ม Click here to download (ชื่อแอป) ปุ่มสีเขียวๆกันได้ตามสะดวกแล้วฮะ :P


บทความโดย : ป๋าเอก TechXcite
ที่มา : apps.evozi.com
http://www.itplaza.co.th/update_details.php?type_id=2&news_id=30867&page=1

Preview: แกะกล่อง iPad Air แท็บเล็ตรุ่นล่าสุดจาก Apple ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไทย!

สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกับ ป๋าเอก TechXcite สาขาเก่าเจ้าประจำกับการ Review และ Unboxingอุปกรณ์ไอทีใหม่ๆน่าสนใจกันเช่นเคย โดยในวันนี้ผมได้เดินทางไปที่ห้างมาบุญครองเพื่อสัมผัสกับ iPad Airแท็บเล็ตรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Apple กันที่ร้าน Happy Phone MBK ตั้งแต่วันแรกที่เครื่องหิ้วเดินทางมาถึงห้างมาบุญครองกันในวันแรก ว่าแล้วผมเลยขออนุญาตแกะกล่อง iPad Air กันก่อนใคร (ก่อนคุณพี่เจ้าของร้านเสียอีก 555+) และเก็บภาพมาให้ชาว TechXcite ได้ชมกันเหมือนเช่นเคยครับ :)
นี่แหละครับหน้าตาของกล่อง iPad Air โดยตัวที่เราได้มาลองแกะกล่องกันนั้นเป็นรุ่น WiFi+Cellular (4G LTE) ความจุ 16GB และเป็นสี Space Gray (หน้าดำหลังเทา) ซึ่งเป็นสีใหม่ที่ Apple นำมาใช้กับ iPhone 5s เป็นรุ่นแรกก่อนจะนำมาใช้ต่อกับ iPad Air นี่แหละครับ
รายละเอียดด้านหลังกล่อง iPad Air ครับ
เอาละครับได้เวลาทำพิธีกรรมแกะกล่อง iPad Air กันเสียทีต้องระวังมือนิดนึงเพราะคุณพี่เจ้าของร้านให้เราแกะกล่องเองเลย 555+
แกะกล่อง iPad Air ออกมาเซย์ฮัลโหลรอบแรกกันก่อน เดี๋ยวเราพักเรื่องตัวเครื่องไว้ก่อนไปดูอุปกรณ์ภายในกล่องกันครับ
ทั้งนี้สำหรับ iPad Air เครื่องที่เราได้มา Preview นั้นเป็นเครื่องของฮ่องกงเพราะฉะนั้นก็เลยมาพร้อมกับหัวปลั๊ก Adapter แบบสามขาซึ่งก็ต้องไปหาตัวแปลงแบบสองขามาใช้คู่กันกับปลั๊กในบ้านเราแทน โดยนอกเหนือจากนี้แล้วภายในกล่องก็จะมีสาย Lightning สำหรับชาร์จแบตเตอรี่และซิงค์ข้อมูล, คู่มือแผ่นพับขนาดย่อและลวดเกี่ยวถาดซิม (สำหรับรุ่น Cellular) ก็เรียกได้ว่าในส่วนภายในกล่อง iPad Air ก็คงจะไม่มีอะไรหวือหวาให้ต้องตะลึงหรอกครับ
เพราะไอ้ที่มันน่าตะลึงจริงๆก็คือตัวเครื่อง iPad Air นี่แหละครับซึ่งต้องบอกว่าตอนแกะกล่องหยิบออกมานั้นรู้สึกได้เลยว่าตัวเครื่องเบาขึ้นอย่างชัดเจนหากเทียบกับความรู้สึกตอนสมัยที่ผมใช้งาน iPad 3 เรียกได้ว่าแตกต่างกันคนละเรื่องเลยทีเดียวเพราะ iPad Air ผมคิดว่ามันดูกะทัดรัดมากขึ้นซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะขอบหน้าจอมันเล็กลงนี่แหละ โดยถ้าว่ากันในแง่ของตัวเลขแล้วขนาดและน้ำหนักของ iPad Air นั้นอยู่ที่ 240*170*7.5 มม. 469 กรัมซึ่งถือว่าต่างกับตอน iPad 4 (241*186*9.4 มม. 650 กรัม) อยู่พอสมควร
พอดีคุณพี่เจ้าของร้าน Happy Phone MBK มี iPad 3 อยู่แถวนั้นพอดีผมก็เลยขออนุญาตหยิบมาเปรียบเทียบกับ iPad Air เสียหน่อย ซึ่งสิ่งที่ทุกท่านจะเห็นได้ชัดๆเลยก็คือขอบหน้าจอของ iPad Air มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมเยอะจนส่วนตัวแล้วผมมองว่า iPad Air จริงๆแล้วก็คือ iPad Mini ขยายร่างให้ใหญ่ขึ้นมากกว่านะ 555+ ส่วนเรื่องหน้าจอของ iPad Air นั้นก็ยังคงเป็น Retina Display ไซส์เดิมคือขนาด 9.7 นิ้ว 2048 x 1536 IPS LCD เช่นเคยจ้า
มาดูด้านข้างกันบ้างก็ต้องบอกว่า iPad Air บางลงจาก iPad 3 ลงไปไม่ใช่เล่นๆ (จาก 9.4 มม. เหลือ 7.5 มม.) ซึ่งถ้าคุณๆทั้งหลายได้สัมผัสกับ iPad Air ด้วยตัวเองจะเข้าใจครับว่าผมกำลังหมายถึงอะไรอยู่ :)
ลองวาง iPad Air บนมือข้างเดียวนี่มันให้ความรู้สึกว่าเหมือน Air จริงๆแฮะ :P
ลองเปรียบเทียบความบางของ iPad Air กับดินสอดูแบบในโฆษณาของ Apple ครับ เสียดายแถวนั้นไม่มีดินสอปกติเลยใช้ดินสอกด Rotring แทนไปก่อนละกัน อิอิอิ
เอาละมาดูหลังตัวเครื่องกันครับอย่างที่บอกกันว่า iPad Air เครื่องนี้เป็นสี Space Gray ซึ่งส่วนตัวผมค่อนข้างประทับใจมาตั้งแต่ตอนที่ใช้ iPhone 5s เป็นสีเดียวกันนี้เหมือนกันเพราะมันดูแมนๆดี (เห็นโพลก็บอกว่าสีนี้ผู้ชายชอบใช้เยอะ) ซึ่งใน iPad Air นั้นจะมีให้เลือกด้วยกันสองสีคือสี Space Gray ที่ว่านี้และสีขาว White แบบเดิมครับ
ในส่วนของกล้องหลังของ iPad Air ยังคงใช้เซนเซอร์ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/2.4 ไม่มีแฟลชเหมือนเดิมเช่นเดียวกับใน iPad 4 ครับ ส่วนคุณภาพของการถ่ายภาพใน iPad Air ได้ข่าวว่าดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเดี๋ยวผมขอเวลาไปทดสอบก่อนนะครับ อ้อ! ส่วนกล้องหน้าของ iPad Air ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซลสำหรับ FaceTime HD ได้ตามสะดวกเช่นเคยฮะ
ส่วนที่เห็นว่ามีการเพิ่มเข้ามานิดหน่อยใน iPad Air ก็คือไมโครโฟนตัวที่สองบริเวณด้านหลังตัวเครื่องด้านบนตรงข้ามกับกล้องหน้าพอดีเป๊ะซึ่งเขาบอกว่าจะช่วยให้บันทึกเสียงเวลาถ่ายวิดีโอได้ดีขึ้นครับ
ส่วนปุ่ม Home ใน iPad Air น่าเสียครับว่าไม่มีระบบสแกนลายนิ้วมือ Touch ID เหมือนใน iPhone 5s แต่อย่างใด
เอาละมาว่ากันถึงตอนหยิบจับ iPad Air มาใช้งานกันจริงๆบ้างซึ่งก็ต้องถือว่าด้วยน้ำหนักตัวเครื่องที่เบาลงทำให้รู้สึกว่าเวลาถือแล้วไม่ค่อยเมื่อยล้าเหมือนรุ่นก่อนๆหน้านี้ ที่สำคัญพอ Apple ลดขอบหน้าจอของ iPad Air ลงมาแบบน่าใจหายก็เลยทำให้ผมสามารถกดใช้คีย์บอร์ดแบบ Full Screen ได้หากใช้งานในแนวตั้ง (Portrait) โดยไม่ต้องเอื้อมนิ้วโป้งเข้าไปกดตัวอักษรบริเวณตรงกลางแบบ iPad รุ่นเก่าๆแต่อย่างใดครับ (แน่นอนว่าอันนี้หมายถึงของผู้ชายไซส์ปกตินะฮะ...หมายถึงมือนะครัฟแหม่ๆๆ)
ความแหล่มเป็ดอีกอย่างหนึ่งใน iPad Air ก็คือถ้าคุณซื้อเครื่องใหม่ตอนนี้ก็จะสามารถดาวน์โหลดแอปฯตระกูล iLife และ iWork ได้ฟรีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Pages-Keynote-Numbers สำหรับจัดการไฟล์เอกสาร Word-PowerPoint-Excel, iPhoto สำหรับการตัดต่อรูป, iMovie สำหรับตัดต่อตัวอย่างหนังสนุกๆหรือจะเป็น GarageBand สำหรับเล่นดนตรีหรือแต่งเพลงก็ได้ตามสะดวกเพราะทั้งหมดนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดฮะ :)
ลองเปิดหน้าเว็บไซต์ TechXcite บน iPad Air ยืนยันว่าเครื่องนี้ไม่ได้ตัดต่อรูปเมืองนอกมาใส่แน่นอน 555+
ทั้งนี้สำหรับราคาล่าสุดของ iPad Air จากร้าน Happy Phone MBK ที่ผมสอบถามมา (อัพเดทวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556) มีรายละเอียดดังนี้ครับ...

ราคา iPad Air WiFi

16 GB black=00,000 บาท white=00,000 บาท
32 GB black=20,700 บาท white=20,700 บาท
64 GB black=00,000 บาท white=00,000 บาท

ราคา iPad Air WiFi+ Cellular (4G LTE)

16 GB black=21,900 บาท white=21,900 บาท
32 GB black=25,100 บาท white=25,100 บาท
64 GB black=00,000 บาท white=00,000 บาท
อย่างไรก็ตามนี่ยังเป็นแค่การแกะกล่อง Preview เท่านั้นนะครับเพราะ Review ฉบับเต็มของ iPad Air กำลังจะตามมาให้ทุกท่านได้เสพย์กันเหมือนเดิมครับ ยังไงฝากทุกท่านที่สนใจรอติดตามกันได้ที่เว็บ TechXcite และรายการ Gadget น่าฟาด กันได้เร็วๆนี้แน่นอนจ้า :D
บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite
ขอขอบคุณ: ร้าน Happy Phone MBK ชั้น 4 ฝั่งโตคิว โซน C ล็อคหัวมุม 4AB-19
http://www.itplaza.co.th/update_details.php?type_id=2&news_id=30864&page=1

Review : ลำโพงไร้สาย Sony SRS-BTX300 ให้เสียงดนตรีอยู่สถิตย์กับท่าน!!!

Review : ลำโพงไร้สาย Sony SRS-BTX300
ให้เสียงดนตรีอยู่สถิตย์กับท่าน!!!
สวัสดีครับกลับมาพบกับกู๋เกมส์อีกครั้งแน่นอนเจอผมก็เจอกับเครื่องเสียงแน่ๆ แต่วันนี้ไม่ได้มากับลำโพงธรรมดา   เป็นถึงลำโพงไร้สายและยังมีชื่อที่คุ้นเคยนั้นคือ Sony SRS-BTX300 ตัวนี้พิเศษไม่ใหญ่!! ไม่งอก!! ไม่เกี่ยวกันความพิเศษตัวนี้คือมี NFC ไว้ให้ได้ใช้อย่างหรูๆ อีกทั้งใช้วัสดุแบบอลูมิเนียมที่ช่วยเสริมความหรูหราขึ้นอีก มาดูตัวเครื่องกันก่อนดีกว่า รุปร่างภายนอกดูเรียบง่าย ทันสมัย ด้วยขนาดที่ไม่เทอะทะ กว้าง 341 มิลลิเมตร ยาว 115 มิลลิเมตรลึก 58.5 มิลลิเมตร และน้ำหนักประมาณ 1,600กรัม เลยเหมาะกับการพกพามาดูกันรอบๆดีกว่า
มาดูในส่วนของด้านขวาของตัวเครื่องก็จะเป็นแบบเรียบๆแต่ชวนมอง
ทางด้านซ้ายของตัวเครื่อง ก็จะเป็นปุ่มฟังชั่นต่างๆ
ปุ่มฟังชั่นก็จะมีตามนี้ครับ 
ปุ่มบนสุด Sound ถ้ากดแล้วไฟเป็นสีเขียว เสียงก็จะ clear ขึ้นถ้าเป็นสีส้มก็จะ bass หนักขึ้นถ้าไม่ขึ้นไฟเลยก็คือเสียงธรรมดาจากไฟล์เพลงครับ
ปุ่มที่สอง Audio in ก็เป็นปุ่มสำหรับการที่เราใช้แจ็คต่อเข้ากับตัวเครื่องครับซึ่งรูเสียบจะอยู่ด้านหลังเป็นขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร
ปุ่มที่สาม Bluetooth Pairing ก็เป็นปุ่มสำหรับเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นเสียงผ่าน Bluetooth
ปุ่มสุดท้าย ปุ่มเปิด / ปิด
ภาพด้านหลังสังเกตดีๆครับจะมีช่องแปลกๆอยู่อันหนึ่งมันคือช่อง USB ถามว่าแปลกตรงไหนมันแปลกตรงที่ว่าไว้ชาร์จแบตให้กับมือถือแทนที่จะเป็นช่องรับข้อมูลครับคราวนี้ไม่ต้องกลัวแบตมือถือที่ใช้เล่นเพลงหมดละ
ในส่วนของด้านหน้าก็จะเป็นส่วนของลำโพงที่มีกำลังขับรวม 2วัตต์ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องคุณภาพเสียงอย่าง DSEE (Digital Sound Enhancement Engine) ที่จะชดเชยคุณภาพเสียงดิจิตอลที่ผ่านการบีบอัดและอีกหนึ่งเทคโนโลยี S-Master Digital Amplifier ที่ถ่ายทอดเสียงให้สมบูรณ์ใกล้เคียงกับต้นฉบับและสุดท้ายด้วย Passive radiator ที่จะทำให้เฉลี่ยเสียงให้ทุกคนได้ยินอย่างทั่วถึงและเสริมเสียงเบสให้หนักแน่นขึ้นด้วย
ข้างล่างก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากไฟ LED สีฟ้านวลที่จะส่องแสงเมื่อเปิดเครื่อง
จุดสุดท้ายด้านบนก็จะมีปุ่มสำหรับรับสาย เพิ่ม/ลดเสียง และปุ่มปลดล๊อคขาตั้งที่เลื่อนเพียงครั้งเดียวเจ้า Sony SRS-BTX300 จะพร้อมที่จะวางได้เลย
ของที่มาพร้อมกับเจ้า Sony SRS-BTX300 ก็จะมี AC Power Adaptor x1,กระเป๋า x1,คู่มือการใช้งาน x1
ขอสรุปสั้นๆเกี่ยวกับเจ้า Sony SRS-BTX300 ในเรื่องของเสียงผมว่าเจ้าตัวนี้เหมาะกับเพลงใสๆเแต่ขา Rockจะเล่น Bassหนักๆก็ยังไหวครับสำหรับ Sound Stage อยู่ในระยะที่ใช้ได้เลยครับเพราะมีระบบ Passive radiator ทำให้ฟังได้กันทั่วถึงพร้อมกับแบตเตอรี่ในตัวที่สามารถเล่นได้ถึง 8 ชั่วโมงทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่เสียบไฟและน้ำหนักที่ไม่เยอะมากจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่ชอบสังสรรค์นอกบ้าน แถมยังดูเป็นคนทันสมัยเพราะมีระบบ NFC ให้เดินมาแตะเพื่อเปิดเพลงแบบเก๋ๆ อีกด้วย แต่ไม่ว่ายังไงก็อย่าเปิดเพลงเสียงดังเกินไปนะครับไม่ดีต่อสุขภาพและไม่ดีต่อคนรอบข้างด้วย
เจ้าSony SRS-BTX300 สนนราคาอยู่ที่ 5,990 บาท
หากสนใจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด และหาซื้อได้ที่
Sony Store, Sony Center และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของโซนี่ทุกสาขา
http://www.sony.co.th/product/srs-btx300

ที่มา : Techxcite
http://www.itplaza.co.th/update_details.php?type_id=5&news_id=30870&page=1

เปิดตัวนาฬิกา Smartwatch ยี่ห้อ Android แถมรองรับ Android ได้จริงๆ!

Android อัพเดทข่าวล่าสุดกับ ป๋าเอก TechXcite อีกหนึ่งนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ Smartwatch ที่จะมาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดกับแบรนด์อื่นๆ โดยคราวนี้มาจากแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือแนวแฟชั่นที่มีชื่อว่า Androidจริงๆเพราะฉะนั้นจะเรีบกว่า Android Smartwatch ก็คงไม่ผิดนัก เพียงแต่ว่าตัวเรือนเองก็สามารถทำงานร่วมกับสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตบนระบบปฏิบัติการ Android ได้สมชื่อเหมือนกันนะเอ้อ!!!

ทั้งนี้เจ้า Android Smartwatch ที่ว่านี้จะสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ Android ได้แทบทุกค่ายไม่ว่าจะเป็นการรับสายโทรศัพท์เข้า-ออก, ส่งข้อความหรือควบคุม Media ต่างๆซึ่งก็ถือว่าฟังก์ชั่นตั้งต้นใกล้เคียงกับนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะเจ้าอื่นๆเช่น Pebble อยู่พอสมควรทีเดียว

โดยในส่วนของกำหนดการวางจำหน่ายนาฬิกาข้อมือ Android Smartwatch นั้นจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมนี้่ครับแต่ยังไม่มีการประกาศราคาออกมาแต่อย่างใด เอาเป็นว่าใครที่สนใจว่านาฬิกาข้อมือตัวนี้มันมีดีอย่างไรก็ลองไปชมคลิปวิดีโอกันเป็นน้ำจิ้มกันไปก่อนเลยครับ :)

บทความโดย : ป๋าเอก TechXcite
ที่มา : android-usa

http://www.itplaza.co.th/update_details.php?type_id=5&news_id=30865&page=1